Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 ธันวาคม, 2557, 04:29:24

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ภาษาถิ่น  (อ่าน 457263 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1] 2 3  ทั้งหมด
นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 11 กรกฎาคม, 2552, 20:47:40 »

ภาษาถิ่น หมายถึง ภาษาที่ใช้อยู่ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งของประเทศ ในประเทศไทยมีภาษาถิ่นอีสาน ภาษาถิ่นใต้ และภาษาถิ่นเหนือที่เรียกกันว่า ภาษาล้านนา ภาษาถิ่นเป็นภาษาเดียวกันกับภาษาไทย แต่มีลักษณะบางอย่างแตกต่างผิดเพี้ยนไปจากภาษากลาง และความแตกต่างนั้นมักเป็นระบบ เช่น คำที่ภาษากรุงเทพฯ ใช้ ร ภาษาเหนือจะเป็น ฮ เช่น คำว่า รัก เป็น ฮัก คำว่า เรือน เป็น เฮือน คำว่า ร้อง เป็น ฮ้อง เป็นต้น

ในแต่ละถิ่นอาจจะมีภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เช่น ในภาษาถิ่นใต้ ก็มีภาษาสงขลา ภาษานคร ภาษาตากใบ ภาษาสุราษฎร์ เป็นต้น ภาษาท้องถิ่นอีสานของประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาที่พูดที่ใช้กันในประเทศลาว แต่ภาษาอีสานก็ยังถือว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาไทย ภาษาถิ่นอีสานมีภาษาถิ่นย่อยหลายภาษา ภาษาถิ่นทุกภาษาเป็นภาษาที่สำคัญในสังคมไทย เป็นภาษาที่บันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ และวัฒนธรรมทุกแขนงของท้องถิ่น เราจึงควรรักษาภาษาถิ่นทุกถิ่นไว้ใช้ให้ถูกต้องเพื่อเป็นสมบัติมรดกของชาติต่อไป

ตัวอย่าง ภาษาถิ่น

 
 คำสวัสดี/ทักทาย
 ภาคเหนือ สวัสดีเจ้า
 ภาคกลาง สวัสดี
 ภาคอีสาน ไปไส
 ภาคใต้ พรือ
 ภาษาอังกฤษ How are you ?
   
การขยับตัว
 ภาคเหนือ ขด - การขยับตัวไปด้านใดด้านหนึ่ง
 ภาคกลาง เหยิบ - การขยับตัวออกไปด้านใดด้านหนึ่ง (สุโขทัย)
 ภาคอีสาน ตู้ด - การขยับออกไปด้านหลังโดยไม่ยกก้น
 ภาคใต้ ถด - การยกก้นขยับตัวไปด้านหน้า
  แถด - การยกก้นขยับตัวไปด้านหลัง
   
ยอดเยี่ยม, ดีมาก
 ภาคเหนือ ดีประล่ำประเหลือ
 ภาคกลาง ว้าย ดีจริงๆ ไอ้น้อง พ่อคุณเอ๋ย ดีแท้ๆ (สุโขทัย)
 ภาคอีสาน ปัดโธ่ ! ช่างแม่นเหลือใจกูแท้หนอ บ่เคยเห็นเลยพี่น้องเอ๊ย ช่างแม่นอ่อนช้อยหลายเด๊
 ภาคใต้ แม่เอ๊ย แม่และ ฉาดได้แรงอกกูเกินนิ
 ภาษาอังกฤษ That is great. 
   
อร่อย, อร่อยมาก
 ภาคเหนือ ลำแต้ แต้
 ภาคกลาง แม่เจ้าโว้ย อร่อยแท้ๆ เนอะ
 ภาคอีสาน แซ่บอีหลี
 ภาคใต้ ฉาดเข้าลึกถึงหัวใจ ไข่เฮ้ย มึงลองแล
 ภาษาอังกฤษ Delicious
   
ฟักทอง
 ภาคเหนือ บะน้ำแก้ว, ฟักแก้ว
 ภาคกลาง ฟักทอง
 ภาคอีสาน บักอึ๊
 ภาคใต้ น้ำเต้า
 ภาษาอังกฤษ Pumpkin
   
ของเหลวที่ทะลักเล็ดลอดออกมา 
 ภาคเหนือ แฟบ
 ภาคกลาง ปลิ้น
 ภาคอีสาน ซอด
 ภาคใต้ แพร็ด
 ภาษาอังกฤษ Squirt
   
มะละกอ
 ภาคเหนือ บะกล้วยแต้ด
 ภาคกลาง มะละกอ
 ภาคอีสาน บักหุ่ง 
 ภาคใต้ ลอกอ
 ภาษาอังกฤษ Papaya
   
เมล็ดมะละกอ
 ภาคเหนือ แก่นบะกล้วยแต้ด
 ภาคกลาง เมล็ดมะละกอ
 ภาคอีสาน ในบักหุ่ง
 ภาคใต้ เล็ดลอกอ
   
สับปะรด
 ภาคเหนือ บะขะนัด
 ภาคกลาง สับปะรด
 ภาคอีสาน บักนัด
 ภาคใต้ ยานัด, มะลิ (ภาษาท้องถิ่น สงขลา)
 ภาษาอังกฤษ Pineapple
   
ฝรั่ง
 ภาคเหนือ บะแกว (ภาษาท้องถิ่น แพร่), บะหมั่น (ภาษาท้องถิ่น ลำปาง),บะกล้วยก๋า (ภาษาท้องถิ่น เชียงใหม่)
 ภาคกลาง ฝรั่ง
 ภาคอีสาน บักสีดา
 ภาคใต้ ชมพู่
 ภาษาอังกฤษ Guava
   
น้อยหน่า
 ภาคเหนือ บะแน, บะนอแน
 ภาคกลาง น้อยหน่า
 ภาคอีสาน บักเขียบ
 ภาคใต้ น้อยหน่า
 ภาษาอังกฤษ Custard apple, Sugar apple
   
เม็ดมะม่วงหิมพานต์
 ภาคเหนือ เม็ดบะม่วงหิมพานต์
 ภาคกลาง เม็ดมะม่วงหิมพานต์
 ภาคอีสาน เม็ดบักม่วง
 ภาคใต้ ยาร่วง, เล็ดล่อ, หัวครก (ภาษาท้องถิ่น นครศรีธรรมราช)
 กาหยู (ภาษาท้องถิ่น ระนอง), กาหยี (ภาษาท้องถิ่น ภูเก็ต)
 ภาษาอังกฤษ Cashew
   
รองเท้า
 ภาคเหนือ เกิบ, แคปฟองนวล (รองเท้าฟองน้ำ ภาษาท้องถิ่น น่าน)
 ภาคกลาง อีัแตะ
 ภาคอีสาน เกิบ
 ภาคใต้ เกือก
 ภาษาอังกฤษ Sandals

ที่มา เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ. ภาษาไทย ป.3. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์.
บันทึกการเข้า




แอ๋ว
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,932
สมาชิกลำดับที่ 43
อย่ากลัว...ที่จะนั่งหยุดพัก...เพื่อคิด



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 11 กรกฎาคม, 2552, 21:32:15 »

ภาษาถิ่นพายัพ

(กำเมือง; คำหรือกำ แปลว่า ภาษา) หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า "ภาษาถิ่นพายัพ" เป็นภาษาถิ่นที่ใช้ในภาคเหนือตอนบน หรือภาษาในอาณาจักรล้านนาเดิม มักจะพูดกันมากใน เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ น่าน และยังมีการพูดและการผสมภาษากันในบางพื้นที่ของ จังหวัดตาก และ เพชรบูรณ์อีกด้วย

นอกจากนี้ คำเมืองเป็นภาษาของคนไทยวน ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยหรืออาณาจักรล้านนา และ อาณาจักรโยนกในอดีต ปัจจุบันกล่มคนไท-ยวนได้กระจัดกระจายและมีถิ่นที่อยู่ในจังหวัดสระบุรีอีกด้วย

ภาษาคำเมืองยังสามารถแบ่งออกเป็นสำเนียงล้านนาตะวันตก (ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน) และสำเนียงล้านนาตะวันออก (ในจังหวัดเชียงราย พะเยา ลำปาง อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน) ซึ่งจะมีความแตกต่างกันบ้าง คือ สำเนียงล้านนาตะวันออกส่วนใหญ่จะไม่พบสระเอือะ เอือ แต่จะใช้สระเอียะ เอียแทน (มีเสียงเอือะ และเอือเพียงแต่คนต่างถิ่นฟังไม่ออกเอง เนื่องจากเสียงที่ออกมาจะเป๊นเสียงนาสิกใกล้เคียงกับเอียะ เอีย)

คนในจังหวัดลำพูนมักจะพูดสำเนียงเมืองยอง เพราะชาวลำพูนจำนวนมากสืบเชื้อสายมาจากชาวยองในรัฐฉาน จึงมีสำเนียงที่เป็นเอกลักษณ์

คำเมืองมีไวยากรณ์เหมือนกับภาษาไทยกลางแต่ใช้คำศัพท์ไม่เหมือนกัน แต่เดิมได้ใช้คู่กับ ตัวเมือง ซึ่งเป็นตัวอักษรของอาณาจักรล้านนาที่อักษรมอญใช้เป็นต้นแบบ

บันทึกการเข้า

ตราบใดที่ความรักเคลื่อนไหวอยู่ในหัวใจของคนสองคน

ก็ไม่ต้องกังวลหรอกว่ามันจะ "มาก" หรือ "น้อย"

แต่เราควรดีใจที่ได้รู้ว่า

ในหัวใจของเรายังมี "ความรัก" ให้กันและกันอยู่

เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 11 กรกฎาคม, 2552, 22:10:04 »

ภาษาไทยกลาง


เป็นภาษาทางการของประเทศไทย และภาษาแม่ของชาวไทย และชนเชื้อสายอื่นในประเทศไทย ภาษาไทยเป็นภาษาในกลุ่มภาษาไต ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของตระกูลภาษาไท-กะได สันนิษฐานว่า ภาษาในตระกูลนี้มีถิ่นกำเนิดจากทางตอนใต้ของประเทศจีน และนักภาษาศาสตร์บางท่านเสนอว่า ภาษาไทยน่าจะมีความเชื่อมโยงกับ ตระกูลภาษาออสโตร-เอเชียติก ตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน ตระกูลภาษาจีน-ทิเบต

ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีระดับเสียงของคำแน่นอนหรือวรรณยุกต์เช่นเดียวกับภาษาจีน และออกเสียงแยกคำต่อคำ เป็นที่ลำบากของชาวต่างชาติเนื่องจาก การออกเสียงวรรณยุกต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคำ และการสะกดคำที่ซับซ้อน นอกจากภาษากลางแล้ว ในประเทศไทยมีการใช้ ภาษาไทยถิ่นอื่นด้วย

คำว่า ไทย หมายความว่า อิสรภาพ เสรีภาพ หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ใหญ่ ยิ่งใหญ่ เพราะการจะเป็นอิสระได้จะต้องมีกำลังที่มากกว่า แข็งแกร่งกว่า เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึก แม้คำนี้จะมีรูปเหมือนคำยืมจากภาษาบาลีสันสกฤต แต่แท้ที่จริงแล้ว คำนี้เป็นคำไทยแท้ที่เกิดจากกระบวนการสร้างคำที่เรียกว่า 'การลากคำเข้าวัด' ซึ่งเป็นการลากความวิธีหนึ่ง ตามหลักคติชนวิทยา คนไทยเป็นชนชาติที่นับถือกันว่า ภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่บันทึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคล เมื่อคนไทยต้องการตั้งชื่อประเทศว่า ไท ซึ่งเป็นคำไทยแท้ จึงเติมตัว ย เข้าไปข้างท้าย เพื่อให้มีลักษณะคล้ายคำในภาษาบาลีสันสกฤตเพื่อความเป็นมงคลตามความเชื่อของตน ภาษาไทยจึงหมายถึงภาษาของชนชาติไทยผู้เป็นไทนั่นเอง

ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด คำในภาษาไทยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปไม่ว่าจะอยู่ในกาล (tense) การก (case) มาลา (mood) หรือวาจก (voice) ใดก็ตาม คำในภาษาไทยไม่มีลิงก์ (gender) ไม่มีพจน์ (number) ไม่มีวิภัตติปัจจัย แม้คำที่รับมาจากภาษาผันคำ (ภาษาที่มีวิภัตติปัจจัย) เป็นต้นว่าภาษาบาลีสันสกฤต เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทย ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูป คำในภาษาไทยหลายคำไม่สามารถกำหนดหน้าที่ของคำตายตัวลงไปได้ ต้องอาศัยบริบทเข้าช่วยในการพิจารณา เมื่อต้องการจะผูกประโยค ก็นำเอาคำแต่ละคำมาเรียงติดต่อกันเข้า ภาษาไทยมีโครงสร้างแตกกิ่งไปทางขวา คำคุณศัพท์จะวางไว้หลังคำนาม ลักษณะทางวากยสัมพันธ์โดยรวมแล้วจะเป็นแบบ 'ประธาน-กริยา-กรรม'

บันทึกการเข้า

แอ๋ว
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,932
สมาชิกลำดับที่ 43
อย่ากลัว...ที่จะนั่งหยุดพัก...เพื่อคิด



| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 11 กรกฎาคม, 2552, 22:14:07 »

ภาษาไทยถิ่นใต้

เป็นภาษาถิ่นที่ใช้ในภาคใต้ของประเทศไทย นับแต่จังหวัดชุมพรลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซียรวม 14 จังหวัดและบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อีกทั้งบางหมู่บ้านในรัฐกลันตัน รัฐปะลิส รัฐเกดะห์ (ไทรบุรี) รัฐเประ และรัฐตรังกานู ประเทศมาเลเซีย บางหมู่บ้านในเขตตะนาวศรี ทางตอนใต้ของประเทศพม่าด้วย ภาษาไทยถิ่นใต้มีเพียงภาษาพูดเท่านั้น ไม่มีตัวอักษรเขียนเฉพาะ

ภาษาไทยถิ่นใต้แยกออกเป็น 5 กลุ่ม คือ

ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก

ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก ได้แก่ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดกันมากทางฝั่งตะวันออกของปักษ์ใต้ บริเวณจังหวัด นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี (อำเภอโคกโพธิ์, อำเภอแม่ลาน, อำเภอหนองจิก และ อำเภอเมือง) ตรัง สตูล (และในรัฐปะลิส-หมู่บ้านควนขนุน บ้านตาน้ำ ,ในรัฐเคดาห์-บ้านทางควาย บ้านบาลิ่ง ) ภาษาไทยถิ่นใต้ที่ใช้ในกลุ่มนี้ จะมีลักษณะของภาษาที่คล้ายคลึงกัน (ตรัง และสตูล แม้จะตั้งอยู่ฝั่งทะเลตะวันตก แต่สำเนียงภาษา ถือเป็นกลุ่มเดียวกับพัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช คือ ออกเสียงตัวสะกด ก.ไก่ ได้ชัดเจน)

ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันตก

ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันตก ได้แก่ ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต ระนอง สุราษฎร์ธานี และชุมพร ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดเหล่านี้ จะมีลักษณะเด่นที่คล้ายคลึงกัน เช่นออกเสียงคำว่า แตก เป็น แตะ ดอกไม้ เป็น เดาะไม้ สามแยก เป็น สามแยะ ฯลฯ สำเนียงนครศรีธรรมราช กลุ่มฉวาง พิปูน ทุ่งใหญ่ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาหลวง ก็อยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนจังหวัดชุมพร และจังหวัดสุราษฎร์ธานี แม้จะตั้งอยู่ฝั่งทะเลตะวันออก แต่สำเนียงภาษาถือเป็นกลุ่มเดียวกับจังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต คือ ออกเสียงตัวสะกด ก.ไก่ ไม่ได้

การแบ่งเขตระหว่างพื้นที่ที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก (คำที่มีเสียงสระยาวสามารถออกเสียง ก. สะกดได้ชัด) กับพื้นที่ที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันตก (คำที่มีเสียงสระยาว ออกเสียง ก. สะกดไม่ได้) สามารถกำหนดแนวแบ่งเขตได้ เคร่าๆ ได้โดยลากเส้นแนวแบ่งเขตจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีฝั่งอ่าวไทย ลงไปทางใต้ โดยใช้แนวเขาหลวง(เทือกเขานครศรีธรรมราช) เป็นแนวแบ่งเขต ผ่านลงไปถึงจุดระหว่างอำเภอทุ่งสง และอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช จากนั้นวกไปทางทิศตะวันตกไปยังอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ จรดทะเลอันดามัน

ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงสงขลา

ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงสงขลา ได้แก่ ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดสงขลา บางส่วนของจังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา โดยมีลักษณะที่เด่นคือ หางเสียงจะไม่ขาดห้วน แต่จะค่อยๆเบาเสียงลง ซึ่งลักษณะดังกล่าวช่วยให้ภาษาสงขลาฟังแล้วไม่หยาบกระด้างอย่างสำเนียงใต้ถิ่นอื่น นอกจากนี้ยังคำที่ใช้บ่อยในสำเนียงนี้คือ คำว่า เบอะ หรือ กะเบอะ ซึ่งมีความหมายในภาษาไทยมาตรฐานว่า เพราะว่า, ก็เพราะว่า เรียกเงินว่า เบี้ย ในขณะที่ถิ่นอื่นนิยมเรียกว่า ตางค์ และคำที่นิยมใช้อีกคำหนึ่ง คือ ไม่หอน ซึ่งมีความหมายว่า ไม่เคย เช่น ฉานไม่หอนไป เป็นต้น

ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห

ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห หรือ ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงตากใบ ได้แก่ ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี(เฉพาะ อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ และอำเภอสายบุรี) รวมทั้งในเขตรัฐกลันตันของมาเลเซีย ในหมู่บ้านที่พูดภาษาไทย จะใช้ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งย่อยได้อีกหนึ่งภาษาคือภาษาถิ่นพิเทน ซึ่งพูดกันในตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง และตำบลกะรุบี อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานีเท่านั้น

ในเขตจังหวัดนราธิวาส เนื่องมีคนในจังหวัดอื่นๆ มาอาศัยหรือทำงานในจังหวัดนราธิวาส จึงนำภาษาไทยถิ่นใต้ของแต่ละจังหวัดมาพูดกันในจังหวัดนราธิวาส ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยถิ่นใต้จากจังหวัดพัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช คนนราธิวาส จึงมีภาษาไทย 2 สำเนียง คือ ภาษาไทยถิ่นใต้ สำเนียง เจ๊ะเห และสำเนียงภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียง เจะเห มักพูดกันในกลุ่มเครือญาติ หรือตามชนบทของนราธิวาส แต่ในเมืองมักจะพูดสำเนียงภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก

ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงพิเทน

ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงพิเทน เป็นภาษาถิ่นย่อยของภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงตากใบที่ใช้อยู่ในตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง และตำบลกะรุบี อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ปัจจุบันคนในตำบลพิเทนพูดภาษาไทยถิ่นพิเทนน้อยลง ส่วนมากจะใช้ภาษามลายูปัตตานีในชีวิตประจำวัน ตามความนิยมของผู้ใช้ภาษาส่วนใหญ่ ผู้ที่สามารถใช้สำเนียงพิเทนได้ดีคือผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป อายุน้อยกว่านี้บางคนไม่ยอมพูดภาษาของตน หรือพูดได้ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร โดยภาษาพิเทนมีการใช้คำยืมและคำที่ใช้ร่วมกันกับภาษามลายูปัตตานีถึงร้อยละ 97






บันทึกการเข้า

ตราบใดที่ความรักเคลื่อนไหวอยู่ในหัวใจของคนสองคน

ก็ไม่ต้องกังวลหรอกว่ามันจะ "มาก" หรือ "น้อย"

แต่เราควรดีใจที่ได้รู้ว่า

ในหัวใจของเรายังมี "ความรัก" ให้กันและกันอยู่

เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 11 กรกฎาคม, 2552, 22:33:16 »

ภาษาถิ่น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ภาษาถิ่น หรือ สำเนียง คือ ภาษาเฉพาะของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งที่มีรูปลักษณะเฉพาะตัวทั้งถ้อยคำและสำเนียงเป็นต้น

เช่น ในแต่ละภาคของประเทศไทยมีภาษาถิ่นประจำภาคนั้น ดังนี้ ภาคเหนือมีภาษาถิ่นพายัพ ภาคอีสานมีภาษาถิ่นอีสาน ภาคใต้มีภาษาถิ่นใต้ และภาคกลางมีภาษาไทยกลาง เป็นต้น ทั้งนี้ ทุกภาษาถิ่นในประเทศไทยคงใช้คำศัพท์และไวยากรณ์ที่สอดคล้องกัน แต่มักจะแตกต่างกันในเรื่องของวรรณยุกต์ ถ้อยคำ และสำเนียง เป็นต้น ซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์ของภาษาถิ่นนั้น

หากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้างก็จะมีภาษาถิ่นหลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อย ๆ ลงไปอีก ซึ่งภาษาถิ่นนั้นมักเป็นเรื่องของภาษาพูดหรือภาษาท่าทาง มากกว่า

การกำหนดภาษาหลักหรือภาษาถิ่นนั้น นักภาษาศาสตร์จะพิจารณาคุณลักษณะในเชิงภาษาเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ภาษาไทย และภาษาลาวถือว่าต่างก็เป็นภาษาถิ่นของกันและกัน (อาจนับภาษาใดภาษาหนึ่งเป็นภาษาหลักก็ได้ โดยไม่มีนัยสำคัญทางภาษาศาสตร์) แต่เนื่องจากภาษาถิ่นทั้งสองอยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของสองประเทศ โดยทั่วไปจึงถือว่าเป็นคนละภาษา

แนวคิดในการจำแนกภาษาถิ่นนั้น มักพิจารณาจาก

ลักษณะเชิงสังคม ซึ่งเป็นลักษณะแปรผันอย่างหนึ่งของภาษา ที่พูดกันในชนชั้นสังคมหนึ่งๆ
ภาษามาตรฐาน กำหนดมาตรฐานจากลักษณะการใช้งาน (เช่น มาตรฐานการเขียน)
ภาษาเฉพาะวงการ
ภาษาสแลง


หากลักษณะแปรผันของภาษาถิ่นนั้น เป็นเพียงลักษณะของเสียง ในทางภาษาศาสตร์จะเรียกว่า สำเนียง ไม่ใช่ ภาษาถิ่น ซึ่งในบางครั้งก็ยากที่จะจำแนกว่าภาษาในท้องถิ่นหนึ่งๆ นั้น เป็นภาษาย่อยของถิ่นหลัก หรือเป็นเพียงสำเนียงท้องถิ่นเท่านั้น

บันทึกการเข้า

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 26 ธันวาคม, 2553, 21:22:37 »



ภาษาถิ่นเหนือ

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://parsatin.exteen.com



จำนวนนับ

1 = นึ่ง

2 = สอง

3 = สาม

4 = สี่

5 = ห้า

6 = ฮก

7 = เจ๋ด

 8 = แปด

9 = เก้า

10 = ซิบ

11 = ซิบเอ๋ด

20 = ซาว

21 = ซาวเอ๋ด




พืช ผัก ผลไม้

มะละกอ = บะก้วยเต๊ศ

กล้วยน้ำว้า = ก้วยอ่อง / ก้วยนิอ่อง

มะตูม = บะปีน

ส้มเขียวหวาน = ส้มเกลี้ยง เขียวหวาน

แตงล้าน = ม่ะแต๋งซั้ง ( ร้านที่ทำให้เครือแตงพันขึ้นไป ทางเหนือเรียกว่า ซั้ง )

น้อยหน่า = ม่ะหน้อแหน้ / น้อยแหน้

บวบงู = ม่ะนอยงู

มะเขือเปราะ = บะเขือผ่อย

มะเขือยาว = บะเขือขะม้า - - ออกเสียง ม่ะเขือขะม่า / ม่ะเขือหำม้า

มะระขี้นก = บะห่อย

แตงกวา = บะแต๋ง

กล้วย = เชียงใหม่ เรียก ก้วยใต้ ลำปาง เรียก ก้วยลิอ่อง หรือ ก้วย โก๊ย

กล้วยน้ำว้า = ก้วยใต้

พุทรา = หม่ะตัน

ละมุด = หม่ะมุด

กระท้อน = บะตื๋น หมะต้อง

มะปราง = บะผาง

ฝรั่ง = บ่ะหมั้น,บะแก๋ว

ขนุน = หม่ะหนุน,บ่ะหนุน

มะพร้าว = บะป๊าว

ส้มโอ = บะโอ

ฟักทอง = บะฟักแก้ว /บะน้ำแก้ว/น้ำแก้ว

ฟักเขียว = บะฟักหม่น

มะแว้ง = บะแขว้งขม

มะเขือพวง = บะแขว้ง /บ่ะแขว้งกุลา

ลูกยอ = หม่ะต๋าเสือ

มะเขือเทศ = บะเขือส้ม

กระท้อน = บะตึ๋น

ตะไคร้ = ชะไคร

คึ่นช่าย = ผักกะพึน,กำพึน (กะปึน)

ผักตำลึง = ผักแคบ

ชะพลู = ผักแค ใบปูนา ปูลิง





สัตว์

จิ้งหรีด = จิ้กุ่ง,จิ้หีด

ค้างคก = ค้างคาก กบตู่

ลูกอ๊อด = อีฮวก

ปลาไหล = ปลาเอี่ยน ปลาเหยี่ยน

จิ้งเหลน = จั๊ก-กะ-เหล้อ

กิ้งก่า = จั๊ก-ก่า



เครื่องใช้

กรรไกร = มีดยับ มีดแซม

กระดุม = บะต่อม

เข็มขัด = สายแอว สายฮั้ง

ช้อน = จ๊อน

ทับพี = ป้าก

ถุงเท้า = ถุงตีน

ผ้าเช็ดตัว = ผ้าตุ้ม

ผ้าห่ม = ผ้าต๊วบ

ยาสูบ = ซีโย

รองเท้า = เกือก /เกิบ

รองเท้าฟองน้ำ = แค็บ




คำกริยา

กำปั้น หมัด = ลูกกุย

โกรธ = โขด

กลับ = ปิ๊ก (เช่น "เฮาปิ๊กบ้านละหนา")

กางร่ม = กางจ้อง

โกหก = วอก ขี้จุ๊

กิน = กิ๋น

ก่าย = ปาด อิง

ขโมย = ขี้ลัก

ขี่หลังคน(เกาะ) = เก๊าะ

ขี้เหนียว = ขี้จิ๊

คิด = กึ๊ด

เครียด = เกี้ยด

จริง = แต๊(เช่น "แต๊ก๊ะ" = "จริงหรอ")

เจ็บ = เจ๊บ

ใช้ = ใจ๊

ดู = ผ่อ

เด็ก = ละอ่อน

ตกคันได = ตกบันได

เที่ยว = แอ่ว

ทำ = ยะ(เช่น "ยะหยัง" = "ทำอะไร")

นั่งพับเพียบ = นั่งป้อหละแหม้

นั่งขัดสมาธิ = นั่งขดขวาย

นั่งยอง ๆ = นั่งข่องเหยาะ,หย่องเหยาะ

นั่งไขว่ห้างเอาเท้าข้างหนึ่งพาดบนเข่า = นั่งปกขาก่ายง้อน

นั่งวางเฉย นั่งหัวโด่ = นั่งคกงก(ก๊กงก)

นั่งลงไปเต็มที่ตามสบาย(โดยไม่กลัวเปื้อน) = นั่งเป้อหละเหม้อ, นั่งเหม้อ

พูด = อู้

รัก = ฮัก

รู้ = ฮู้

ลื่นล้ม = ผะเริด

วิ่ง = ล่น

สวมรองเท้า = ซุบแข็บ

สะดุด = ข้อง

สวยจังเลยนะ = งามหลายน้อ

สบายอกสบายใจ = ซว่างอกซว่างใจ๋

เหรอ = ก๊ะ

ห่วง = ห่วง (คำเมืองแท้ๆคือ อ่วง ว้อง หรือ ข๋าง)

เหนื่อย = อิด หม้อย

ให้ = หื้อ

อยาก = ไข

อยากอ้วก อยากอาเจียน = ใขฮาก

อร่อย = ลำ

อร่อยมาก = จ๊าดลำ

อย่าพูดมาก = จ๊ะไปปากนัก

อย่าพูดเสียงดัง = จ๊ะไปอู้ดัง

คิดไม่ออก = กึ๊ดหม่ะออก

บันทึกการเข้า

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 26 ธันวาคม, 2553, 21:26:40 »



ภาษาถิ่นเหนือ

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://parsatin.exteen.com


คำวิเศษณ์ และอื่นๆ

ก็ = ก่

โง่ = ง่าว

เช่น = เจ้น

ถึง = เถิง

ไม่ = หมะ(เช่น หมะใจ๊ = ไม่ใช้)

นะ = เน้อ(เช่น เน้อครับ = นะครับ)

เป็น = เป๋น

ร่ม หมายถึง ร่มเงา = ฮ่ม

ร่ม หมายถึง (ร่มกันแดด-กันฝน) = จ้อง

ใหญ่ = หลวง(เช่น "หูหลวง" = "หูใหญ่")

เหนียว = ตั๋ง

ทุก = กุ๊ (เช่น กุ๊ๆ คน= ทุกๆคน)

แบบนี้ อย่างนี้ = จะอี้

แบบนั้น อย่างนั้น = จะอั้น




คำนาม สรรพนาม


ฉัน = เปิ้น (สุภาพ) , ฮา(ไม่ค่อยสุภาพส่วนใหญ่ใชักับเพื่อนผู้ชาย)

เธอ = ตั๋ว(สุภาพ) , คิง(ไม่ค่อยสุภาพส่วนใหญ่ใชักับเพื่อนผู้ชาย)

เขา(สรรพนามบุรุษที่ 3) = เปิ้น

ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา = อุ้ย (เช่น แม่อุ้ย ป้ออุ้ย)

ผู้ชาย = ป้อจาย

ผู้หญิง = แม่ญิง

พวกเขา = หมู่เขา

พวกเธอ = สูเขา (สุภาพ), คิงเขา(ไม่ค่อยสุภาพส่วนใหญ่ใชักับเพื่อนผู้ชาย)

พวกเรา = หมู่เฮา, เฮาเขา

พ่อ = ป้อ

พี่ชาย = อ้าย,ปี่

พี่สาว = ปี่

ยี่สิบบาท = ซาวบาท

ยี่สิบเอ็ด = ซาวเอ็ด

เรือน = เฮือน

โรงเรียน = โฮงเฮียน

อิฐ = บ่าดินกี่

คำเล่าลือ = กำสีเน

ปฏิทิน = ปั๊กกะตืน คำเมืองแท้ๆจะแปลว่าปฏิทิน




สี

ดำคึลึ = คนอ้วนล่ำผิวดำ

ดำผืด = ฝูงนกฝูงกาขนดำอยู่เป็นฝูง

ดำคุมมุม = ดำสลัวอยู่ในความมืด

ดำขิกติ้ก = ดำซุปเปอร์

ดำคิมมิม = คนผอมกระหร่อง ผิวดำ

ดำเหมือนเเหล็กหมก = ดำเหมือนเหล็กไหม้ไฟ

ดำเหมือนหมิ่นหม้อ = ดำเหมือนเขม่าติดหม้อดินที่ไหม้ไฟ

ดำผึด = ดำทั่วทั้งแถบ

ดำผึดำผึด = ดำมากๆทั่วๆไป

แดงฮ่าม = แดงอร่าม

แดงเผ้อเหล้อ = แดงเป็นจุดใหญ่จุดเดียว

แดงปะหลึ้ง = แดงจัดมาก

แดงปะหลิ้ง = แดงอมชมพู แดงเป็นจุดเล็กๆ

เหลืองฮ่าม = เหลืองอร่าม

เหลืองเอิ่มเสิ่ม = เหลืองอมส้ม

เขียวอุ้มฮุ่ม = เขียวแก่

เขียวปึ้ด = เขียวจัดมาก

มอยอ้อดฮ้อด = สีน้ำตาลหม่น

ขาวจั๊วะ = ขาวนวล

ขาวโจ๊ะโฟ้ะ = ขาวมากๆ

ขาวเผื้อะขาวเผือก = มองไปทางไหนก็ขาวไปหมด

เปิดเจ้อะเห้อะ = สีขาวซีด

หม่นซ้อกป้อก = หม่นมัวหรือเทาอ่อน

หม่นโซ้กโป้ก = หม่นสกปรกหรือสีเทาแก่

หมองซ้อกต๊อก = ดูเก่า หรือซีด จืดไป

เส้าแก๊ก = สีหม่นหมองมาก

เส้าตึ้มตื้อ = ใบหน้าหมองคล้ำ สีมืดไม่สดใส

ลายขุ่ยหยุ่ย = ลายพร้อย หรือลายเป็นดอกดวง

ใสอ้อดหล้อด = สดใสแบบอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ

ใส่ยงยง = สว่างจ้า



แสง-เสียง

มืดแถ้ก = มืดสนิท

มืดสะลุ้ม = มืดสลัวๆ

มืดซุ้มซิ้ม = มืดนิดๆ

มืดวุ่ยวาย = มืดลางๆ ยังพอจำหน้ากันได้

แจ้งฮุมหุฮุมหู่ = สว่างลางๆเลือนๆ

แจ้งฮ่าม = สว่างจ้าสว่างเรืองรอง

แจ้งลึ้ง = สว่างโร่เห็นได้ชัด

แจ้งดีขวายงาม = สว่างปลอดโปร่งโล่งใจไม่มีอุปสรรค

หันวุยวาย = เห็นเลือนๆลางๆ

ดั้กปิ้ง = เงียบกริบ

ดั้กปิ้งเย็นวอย = เงียบเชียบ

ดั้กแส้ป = ไม่ได้ข่าวคราว

ดั้กก๊กงก = นั่งนิ่ง

ดังทึดทึด = เสียงดังก้องไปทั่ว




กลิ่น รส

เหม็นโอ๊ง, เหม็นโอ่ = เหม็นเน่า

จ๋างแจ้ดแผ้ด = จืดชืด

ขมแก๊ก = ขมมาก

ส้มโจ๊ะโล๊ะ = รสเปรี้ยวมาก

ฝาดหยั่งก้นตุ๊ = รสฝาดมาก




บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2 3  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: